รายได้กี่บาทต่อปีจึงเริ่มเสียภาษี
- Aksika Chantarawinij
- 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที
เมื่อเราเป็นประชาชนไทย ที่เริ่มมีรายได้สุทธิเกิน 150,000 บาทต่อปี
หลายคนเข้าใจว่า “มีรายได้เกิน 150,000 บาทต่อปี = ต้องเสียภาษี” แต่จริง ๆ แล้วการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้ดูจากรายได้ทั้งหมดเพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญคือ “เงินได้สุทธิ” หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
สำหรับบุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกินจากนั้นจะถูกนำมาคำนวณตามอัตราภาษีแบบก้าวหน้าดังนั้น หากเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น สิ่งที่ควรทำไม่ใช่รอให้ถึงช่วงยื่นภาษีแล้วค่อยคิด แต่ควรเริ่ม วางแผนภาษีควบคู่ไปกับการวางแผนการเงินตั้งแต่ต้นปี
ก่อนอื่นต้องเข้าใจ 3 คำนี้ให้ชัด
1. เงินได้พึงประเมิน คือ รายได้ที่เกิดขึ้นในระหว่างปีภาษี เช่น
เงินเดือน
ค่าจ้าง
โบนัส
ค่าคอมมิชชัน
รายได้จากการประกอบธุรกิจ
ค่าเช่า
รายได้จากวิชาชีพอิสระ
รายได้ประเภทอื่น ๆ ที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย
แต่ รายได้ที่ได้รับทั้งปี ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้ายที่นำไปคิดภาษี

2. ค่าใช้จ่าย
กฎหมายภาษีอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายตามประเภทของเงินได้และหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติ เหมาจ่าย 50% แต่สูงสุดได้ไม่เกิน 100,000 บาท ยกเว้น วิชาชีพเฉพาะ อาจจะมีอัตราค่าใช้จ่ายที่ต่างออกไป
3. เงินได้สุทธิ
เมื่อคำนวณตามหลักเกณฑ์แล้ว จะได้แนวคิดโดยสรุปว่า
เงินได้พึงประเมิน– ค่าใช้จ่าย– ค่าลดหย่อน/สิทธิยกเว้นที่ใช้ได้ = เงินได้สุทธิ และตัวเลขนี้เองที่จะนำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า

เงินได้สุทธิ 150,000 บาท ต้องเสียภาษีเท่าไร?
ไม่ต้องเสียภาษีในส่วน 150,000 บาทแรก โครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นแบบขั้นบันได โดยกรมสรรพากรกำหนดอัตราตามช่วงของเงินได้สุทธิ เช่น
เงินได้สุทธิ | อัตราภาษี |
0 – 150,000 บาท | ยกเว้น |
150,001 – 300,000 บาท | 5% |
300,001 – 500,000 บาท | 10% |
500,001 – 750,000 บาท | 15% |
750,001 – 1,000,000 บาท | 20% |
1,000,001 – 2,000,000 บาท | 25% |
2,000,001 – 5,000,000 บาท | 30% |
มากกว่า 5,000,000 บาท | 35% |
ข้อสำคัญ: อัตรานี้เป็น “อัตราก้าวหน้า” ไม่ใช่การนำเงินได้สุทธิทั้งหมดไปคูณด้วยอัตราของขั้นสูงสุด
“รายได้ 1 ล้านบาท” ไม่ได้แปลว่า “เงินได้สุทธิ 1 ล้านบาท”
นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่อยากให้คนเริ่มทำงานหรือเริ่มมีรายได้เข้าใจ สมมติว่า รายได้ทั้งปี = 1,000,000 บาท ยังไม่สามารถบอกได้ทันทีว่าต้องเสียภาษีเท่าไร
เพราะต้องพิจารณาต่อว่า
รายได้นั้นเป็นเงินได้ประเภทใด
หักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร
มีค่าลดหย่อนส่วนตัวหรือไม่
มีคู่สมรสหรือบุตรที่เข้าเกณฑ์หรือไม่
มีประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพที่ใช้สิทธิได้หรือไม่
มีเงินสะสมกองทุนหรือการลงทุนที่ใช้สิทธิทางภาษีได้หรือไม่
มีสิทธิหักลดหย่อนหรือยกเว้นอื่น ๆ หรือไม่
ดังนั้น การวางแผนภาษีควรเริ่มจากการดูภาพรวมทางการเงิน รายละเอียดและวงเงินอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมายและปีภาษี จึงควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ของปีที่จะใช้สิทธิทุกครั้ง
ประกันชีวิตและประกันสุขภาพช่วยเรื่องภาษีได้หรือไม่?
ได้ในบางกรณีและภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
ตัวอย่างข้อมูลของกรมสรรพากรสำหรับปีภาษี 2568 ระบุว่า เบี้ยประกันชีวิตของผู้มีเงินได้และเบี้ยประกันสุขภาพของตนเองมีวงเงินและเงื่อนไขในการใช้สิทธิ โดยเบี้ยประกันสุขภาพตนเองหักได้ตามจริงไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท
ส่วน ประกันชีวิตแบบบำนาญ มีหลักเกณฑ์เฉพาะ โดยสามารถใช้สิทธิได้ตามที่จ่ายจริง ภายใต้เพดานและเงื่อนไข เช่น ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 200,000 บาท รวมถึงมีเงื่อนไขเกี่ยวกับวงเงินรวมของการออมเพื่อเกษียณบางประเภท




ความคิดเห็น